เลือก CPU อย่างไร ให้เหมาะกับการเล่นเกมที่สุด

หากใครที่กำลังมีแพลนที่จะซื้อคอมพิวเตอร์สักเครื่องในช่วงเวลานี้ อาจจำกำลัวปวดหัวอยู่ก็เป็นได้ เพราะไม่รู้จะเลือก CPU ค่ายไหนดี อย่างที่เราทราบกัน ณ เวลานี้ มี CPU ให้เลือกอยู่ 2 ค่ายในตลาด หรือในนั้นก็คือค่ายฟ้าอย่าง Intel นั่นเอง แน่นอนว่า CPU ทั้ง 2 ค่ายย่อมมีจุดดีและจุดด้อยแตกต่างกันออกไป แต่สำหรับเกมเมอร์แล้ว เราจะเลือก CPU ค่ายไหนถึงจะเหมาะกับเรามากที่สุด

สำหรับเกมเมอร์หรือผู้ที่ต้องการคอมพิวเตอร์ไปเล่นเกม ใช้งานร่วมกับหน้าจอเกมมิ่งที่มี Refresh Rate สูง ๆ ทำให้ต้องการ CPU และการ์ดจอที่มีประสิทธิภาพสูงเพื่อให้สามารถตอบสนองการเล่นเกมได้อย่างลื่นไหล โดยเฉพาะนักกีฬา E-Sport ที่ห้ามพลาดแม้แต่วินาทีเดียว ดังนั้น CPU ที่เลือกใช้ต้องมีความเสถียรเชื่อถือได้ อีกทั้งยังสามารถรีดเฟรมเรทออกมาได้เพียงพอกับความต้องการ ทำให้เฟรมเรทเวลาเล่นเกมไม่ดรอบต่ำไปจนรู้สึกกระตุกจากการที่เปลี่ยนฉากกระทั้นหัน หรือโดนเอฟเฟคจากตัวเกมหนัก ๆ ทำให้ต้องประมวลผลกราฟฟิกจำนวนมากในระยะเวลาสั้น ๆ ดั้งนั้นถ้าหาก CPU ไม่แรงพอก็จะทำให้เกมที่คุณเล่นกระตุกได้นั่นเอง

เลือก CPU ค่ายไหนถึงจะเหมาะกับการเล่นเกมที่สุด

ด้วยธรรมชาติของตัวเกมนั้นต้องการการประมวลผลฉากแบบ Frame by Frame โดย CPU จะเป็นผู้จัดการงาน เพื่อส่งไปให้การ์ดจอทำการประมวลผลภาพ และส่งไปให้หน้าจอแสดงภาพ และเมื่อใดก็ตามที่ CPU ไม่สามารถประมวลผลฉากส่งไปให้กับการ์ดจอได้ทัน CPU จะทำงานหนักมากทำให้เกิดอาการคอขวดขึ้นนั่นเอง วิธีแก้คือปรับกกราฟฟิกเกมให้ต่ำลง หรือเพิ่มความละเอียดของกราฟฟิกให้สูงขึ้น หรือเลือกการ์ดจอให้พอดีกับ CPU ที่เราใช้งาน

ส่วน CPU นั้น จะมีหน่วยที่ทำหน้าที่ประมวลผลเรียกว่า Core/Thread โดยจะทำงานที่ความเร็ว Clock Speed แตกต่างกันออกไปใน CPU แต่ละรุ่น สำหรับ CPU Intel นั้นจะโดดเด่นด้วยความเร็ว Clock Speed ที่สูง แต่มีจำนวน Core Thread ที่น้อยกว่า ส่วน CPU ค่ายแดงนั้น จะเน้นการทำงานด้วย Core/Thread จำนวนมาก แต่มีความเร็ว Clock Speed ที่ต่ำกว่า เปรียบเทียบด้วย CPU รุ่นยอดนิยมทั้ง 2 รุ่นนี้

Intel  Core i7-10750H, Core/Thread : 6/12, Clock Speed 2.6 – 5.0 GHz
AMD Ryzen 7 4800H, Core/Thread : 8/16, Clock Speed 2.9 – 4.2 GHz

ด้วยสเปคของ CPU ทั้ง 2 รุ่นนั้นเราไม่สามารถบอกได้เลยว่า CPU ของค่ายไหนสามารถเล่นเกมได้ดีกว่ากัน เพราะว่ามีข้อดีคนละแบบ แต่ถ้าหากเราค้นหาว่า CPU ตัวไหนเหมาะสำหรับเกมเมอร์ เราก็ต้องนำมันมาทดสอบด้วยการเล่นเกมเพราะจะได้เห็นภาพความต่างที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น

โดยเกมแต่ละเกมนั้นมีระบบในการพัฒนาเกมที่แตกต่างกันออกไป ยกตัวอย่างง่าย ๆ บางครั้งเราเล่นเกมที่มีภาพสวยงามอลังการและยังสามารถเล่นได้อย่างลื่นไหล แต่กลับกันบางเกมไม่ได้มีภาพที่สวยมากนัก แต่การเล่นเกมทำได้ไม่ลื่นเท่ากับเกมที่มีภาพสวยกว่า ซึ่งมันดูไม่เมคเซนส์เอาซะเลย บางเกมสามารถดึงประสิทธิภาพของ CPU ออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่ แต่บางเกมนั้นอาจจะดึง CPU มาใช้เพียงแค่บางส่วน ขึ้นอยู่กับการปรับแต่งตัวเกมให้เข้ากับทรัพยากรณ์ของเครื่องได้มากน้อยแค่ไหน

เกมส่วนใหญ่ได้ถูกพัฒนาในช่วงเวลาก่อนที่ CPU จะมีจำนวน Core/Thread เยอะเหมือนอย่างทุกวันนี้ ทำให้ช่วงแรกเกมเหล่านี้ทำงานได้ดีกับ CPU ประเภท 4 Core เป็นส่วนใหญ่ แต่ทางผู้พัฒนาก็ได้มีการอัพเดตตัวเกมให้สามารถทำงานร่วมกับ CPU หลาย Core ได้ดีมากยิ่งขึ้น แต่ถึงอย่างไรก็ตาม มันก็ไม่สามารถทำได้ดีเทียบเท่ากับเกมยุคปัจจุบันนี้ที่พัฒนามารองรับกับ CPU หลาย Core ได้โดยตรง จึงทำให้ CPU ที่มีความเร็ว Clock Speed สูงสามารถรองรับเกมเหล่านี้ได้ดีมากกว่า

แต่ถ้ามาเทียบกับเกมยุคปัจจุบันนี้ CPU ทั้ง 2 ค่ายนั้นทำได้ดีพอกัน โดยที่ทาง Intel ทำได้ดีกว่าอยู่เล็กน้อยกับเกมส่วนใหญ่ที่ตอบสนองกับ CPU ที่มีความเร็ว Clock Speed ได้ดีกว่าถึงแม้จะมีจำนวน Core/Tread ที่น้อยกว่าก็ตาม ขณะเล่นเกมถ้าเราเล่นเกมด้วยตาเปล่าเราจะแทบไม่เห็นข้อแตกต่างระหว่าง CPU ทั้ง 2 ค่าย แต่เมื่อใดก็ตามที่เปิดโปรแกรมวัดเฟรมเรทก็จะเห็นความแตกต่างได้อย่างชัดเจน

 

อีกหนึ่งประเด็นที่ขาดไม่ได้คือการนำ CPU ทำ Live Streaming พร้อมกับการเล่นเกมไปด้วย ซึ่งการใช้งานในลักษณะนี้ คนส่วนใหญ่คิดว่า CPU ค่ายแดงนั้นทำออกมาได้ดีกว่า ด้วยเปอร์เซ็นการทำงานของ CPU ขณะเล่นเกมที่น้อยกว่าถ้าหากเทียบกับ CPU intel Gen 9 แต่ถ้าหากลองมาเทียบกับ CPU Intel Gen 10 เราจะแทบไม่เห็นข้อแตกต่างตรงส่วนนี้เลย เพราะมันใกล้เคียงกันมาก ๆ

ถึงแม้ว่า CPU Intel Gen 10 จะเหมาะมากถ้าหากเราต้องการที่จะมีคอมสักเครื่องเพื่อที่จะนำมาเล่นเกมในยุคปัจจุบันนี้ พร้อมทั้งนำมาถ่ายทดสดให้เพื่อน ๆ ได้ดูเราเล่นเกมไปพร้อม ๆ กัน แต่ก็ยังมีข้อจำกับบางประการกับ CPU Intel Gen 10 ที่ยังคงใช้ เทคโนโลยีการผลิต 14 นาโนเมตร ทำให้มันมีความร้อนที่สูงมาก อีกทั้ง Heatsink ที่ให้มากับ CPU ยังมีประสิทธิภาพที่ไม่ดีพอ ถ้าหากใครใช้งาน i7 Gen 10 ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่รุ่น K หรือ KF ผมแนะนำว่าควรหา ซิงค์ระบายความร้อนดี ๆ มาใช้จะดีกว่า และอีกเรื่องคือราคาที่แตกต่างกับ CPU อีกค่ายประมาณ 1,000 บาทในแต่ละรุ่น ดังนั้นถ้าหากใครอยากจะได้ CPU Intel Gen 10 ไปใช้งานเล่นเกมก็ควรนำ เรื่องราคาและความร้อนไปพิจารณาด้วย

 

Facebook Comments